nestor-urchin's blog

นิทานแห่งโอกาส

         สวัสดีครับ ชาว CPE-RU ทุกท่าน เรื่องราวมากมายที่ได้ถ่ายทอดออกไปเป็นประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต เป็นความรู้สึกที่อยากแบ่งปัน เป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของผม นี่ก็จะเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวเล็ก ๆ จากคนตัวเล็ก ๆ คนนึงบนโลกนี้ที่มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ หลายคนคงมีคำถามในใจทำไมผมถึงพูดแต่เรื่องของความฝัน เป้าหมาย และผมก็เชื่ออีกว่าคงมีหลายคนหาว่าผมเพ้อฝัน ไม่อยู่ในโลกแห่งความจริง ฮ่า ๆ ไม่แปลกหรอกครับ ผมเองก็เป็นคนนึงที่เคยเป็นแบบนั้น วันนี้คุณไม่เชื่อว่าสิ่งที่ผมบอกเล่าเป็นเรื่องจริงไม่เป็นไรครับ แต่ผมกลับเชื่อว่าสักวันคุณจะเห็นความฝันของคุณ จะมีเหตุการณ์ทำให้คุณเริ่มที่จะต้องมองชีวิตในอนาคต แล้วก็เริ่มที่จะฝัน อิอิ
 พร่ำเพ้อซะยาว วันนี้ผมจะมาพูดในเรื่องราวที่มีเพียงคน 5% บนโลกเท่านั้นที่รู้ คุณเคยรู้สึกอย่างผมมั้ยครับว่าดาราบางคนก็หน้าตางั้น ๆ เรายังดูดีกว่าหรือเพื่อนเรายังดูดีกว่าเลย นักร้องบางคนเสียงก็ไม่เห็นดี ทำไมหละครับพวกเค้าเหล่านั้นถึงเป็นที่รู้จัก มีชื่อเสียงโด่งดัง คำตอบง่ายมากครับสิ่งที่เค้ามี สิ่งที่เค้าได้รับ สิ่งนั้นเรียกว่า "โอกาส" แค่นี้เอง ชีวิตคน ๆ นึงเกิดมาโอกาสดี ๆ เข้ามาในชีวิตคุณหลายครั้งแต่คุณไม่เคยรับรู้เลยว่าสิ่งเหล่านั้นคือโอกาส มีนิทานที่ผมได้ฟังมาเกี่ยวกับโอกาสให้พวกคุณได้ฟัง พอคุณอ่านจบ คุณจะรู้สึกเหมือนอย่างที่ผมรู้สึกรึเปล่า ตอนฟังมันครั้งแรก

กำแพงความคิด ความรู้สึก

        สวัสดีครับทุกท่าน ห่างหายไปนานกับการมาเขียน Blog อิอิ เนื่องจากงานที่ไม่ค่อยว่างบวกกับใกล้สอบทำให้ไม่ค่อยมีเรื่องราวน่าสนใจมาเขียนสักเท่าไหร่ ^__^ วันนี้ว่าง ๆ เคยจะเขียนเกี่ยวกับกำแพงความคิด หรือกรอบความคิด แต่ยังหาเรื่องราวตัวอย่างดี ๆ มาเขียนเลย Y__Y เพราะแม้แต่ตัวเองตอนนี้ก็ยังติดอยู่กับกรอบความคิดเดิม ๆ จนเป็น "วงจรอุบาทว์ทางความคิด" ทำให้ติดอยู่กับชีวิตเดิม ๆ ทุกวัน เอาเป็นว่าอยากเขียนสักทีเรื่องกรอบความคิดเนี่ย อาจจะไม่ดีนัก แต่ขอให้ถือว่าเป็นหนึ่งมุมมองจากคน ๆ นึงแล้วกันนะครับ

การตัดสินใจ

     สวัสดีครับ พี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ชาว CPE-RU ทุกท่าน วันแรกของสัปดาห์ของการทำงานของผมเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วมาก ตั้งแต่วันที่เรียนจบมา นี่ก้อเกือบ 2 ปีแล้ว ชีวิตผมก็ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรที่ดีขึ้น เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปงานสัมมนาทางธุรกิจ ที่ชลบุรีมา ได้ข้อคิดต่าง ๆ มากมาย อยากจะมาเล่าให้ฟัง

     วันนี้จะมาพูดถึงการตัดสินใจ ว่ามันสำคัญขนาดไหน แล้วทำไมถึงต้องตัดสินใจ เอาหละครับ ผมเชื่ออยู่อย่างนึงว่าทุก ๆ คนจะต้องเคยผ่านการตัดสินใจก็มากมายหลายครั้งแล้ว ตัวผมเองก็เช่นกัน แต่วันนี้จะเน้นไปที่การตัดสินใจกับตัวเองว่าจะวางแผนชีวิตอย่างไร

     คนเราเวลาตัดสินใจที่จะวางแผนชีวิตนั้นใช้แค่ 2 วิเท่านั้น คือ วิกฤต กับ วิสัยทัศน์ แต่คนส่วนใหญ่มักจะรอให้เกิดวิกฤต ก่อนเสมอแล้วค่อยตัดสินใจ ผมก็เป็นคนนึงที่ตัดสินใจอะไรบางอย่างกับชีวิตเพราประสบกับวิกฤตอย่างหนักทางบ้าน แต่วันนี้อยากให้ทุกคนมองหาวิสัยทัศน์ในการคิดที่จะทำอะไรบางอย่าง อีก 10 ปี 20 ปี ข้างหน้าต้องการอะไร อย่างมองเพียงแค่ว่าวันพรุ่งนี้จะทำอะไร มันไม่ผิดหรอกครับที่จะวางแผนที่จะทำอะไรในวันพรุ่งนี้ แต่ผมอยากให้เพิ่มวิสัยทัศน์เข้าไปอีก ว่า 10 ปีข้างหน้าคุณจะทำอะไร มันเป็นคำถามที่ต้องถามตัวเองครับ ไม่มีใครบอกได้ว่ามันต้องมีรูปแบบไหน อย่างผมต้องการที่จะมีกิจการเป็นของตัวเอง ต้องดูแลพ่อแม่ผมได้ จะก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น พอผมคิดถึงปลายทางที่ผมต้องไป วันนี้ผมจึงตัดสินใจที่จะต้องเพิ่มพูนความรู้ในด้านการบริหารธุรกิจ ด้านการจัดการการเงินส่วนบุคคล คุยกับคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ เพื่อหาประสบการณ์ ลองผิดลองถูกมากมาย เคยยอมแพ้มาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ได้เพื่อน ๆ คอยจับมือแล้วเดินไปสู่ปลายทางความสำเร็จ ไม่ว่าผมจะล้มกี่ครั้งไม่สำคัญครับ ผมเลือกที่จะลุกขึ้นทุกครั้งที่ล้มครับ เพราะผมไม่เดินบนเส้นทางความสำเร็จคนเดียว กำลังใจมากมายจากพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน ๆ ที่มีความฝันเหมือนกัน

เถ้าแก่สอนหมาก..by ดังตฤณ

วันนี้ตอนเช้าสอบวิชาการเงินไม่ยากเท่าไหร่ ที่เซงคือเราเตรียมตัวมาดีไม่พอ สงสัยต้องขยันให้มากขึ้น พอตอนบ่ายพรีเซนท์งานภาษาอังกฤษเหนื่อยมากมาย รู้สึกตัวเองผิดพลาดเยอะมาก คนอื่นในกลุ่มเยื่ยมมากเลย เก่งกันหมดเลย ทำให้ผมคิดว่าต้องพัฒนาตัวเองอีกมากมาย เอ้า ๆ นอกเรื่องไปใหญ่ออกแนวบ่นให้ฟังซะงั้น ห้า ห้า พอดีได้ไปเจอบทความนึงดี อ่านแล้วรู้สึกนี่แหละความคิดของคนที่จะประสบความสำเร็จต้องหามัน ลองอ่านดูนะครับ ผมค้นหาจาก กูเกิ้ล แล้วได้บความนี้มาจาก http://japzang.multiply.com/journal/item/27 ต้องขอบคุณมาก ๆ สำหรับบทความดี ๆ ที่มีโอกาสได้เข้าไปอ่าน

เถ้าแก่สอนหมาก

เถ้าแก่สมองเหงามาหลายปีหลังจากเพื่อนเก่าเสียชีวิตลง ต่อเมื่อพบว่าพนักงานส่งเอกสารคนใหม่โขกหมากรุกได้สูสีกับตน ก็ถูกใจและเอ่ยชม

ลื้อนี่ฉลาดพอกับอั๊ว
จะเป็นไปได้ยังไงครับเถ้าแก่ เถ้าแก่มีสติปัญญาพอจะเป็นเจ้าของกิจการ ส่วนผมมีปัญญาแค่ขี่มอเตอร์ไซค์ส่งเอกสารให้เถ้าแก่

นั่นเป็นเพราะลื้อเอาแต่คิดเรื่องหมากในกระดานหมากรุก ขณะที่อั๊วคิดเรื่องหมากในชะตาชีวิตด้วย
เอ๋?

อั๊วจะขยายความด้วยการถามให้ลื้อตอบนะ ลื้อเป็นเมสเซนเจอร์ที่โน่นที่นี่มากี่ปีแล้ว?
เกือบเจ็ดปีครับเถ้าแก่ ตั้งแต่อายุ ๑๘

เจ็ดปีที่ผ่านมาทำไมไม่หาทางเรียนต่อ?
ไม่มีเวลาน่ะสิเถ้าแก่ ผมต้องทำงานเลี้ยงตัวเองตั้งแต่อายุ ๑๕ รับจ๊อบทั้งกลางวันกลางคืน ถ้าชีวิตผมเป็นกระดานหมากรุก ผมก็ถูกริบตัวหมากสำคัญตั้งแต่เริ่มเล่นเกม ถูกบีบให้จนตรอกง่าย

แต่ตอนลื้อเล่นกับอั๊วแล้วเสียเปรียบ ลื้อก็พยายามสู้ขาดใจนี่หว่า และถึงแพ้ แต่ใจลื้อก็ยังอยากเอาชนะ ตั้งต้นเล่นเกมใหม่ไปเรื่อย หลายเกมลื้อพลิกจากจวนแพ้ลุ่ยมาเป็นชนะขาดได้ด้วยซ้ำ ทำไมลื้อไม่เอาความพยายามพลิกเกมหมากรุกมาพลิกเกมชีวิตบ้างล่ะ?

ก็นั่นมันเกมสั้นๆ เล่นแล้วสนุก ไม่ต้องเหนื่อยกาย ไม่ต้องเสียใจกับการเสี่ยงที่สูญเปล่านี่ครับเถ้าแก่ อีกอย่าง ชีวิตไม่ได้พลิกง่ายแบบเกมสั้นนะ ผมต้องต่อสู้กับศัตรูไม่มีตัวตนที่ใครๆเรียกมันว่า ‘ชะตากรรม’ มันเห็นทุกการวางแผนของผม ในขณะที่ผมมองไม่เห็นการวางแผนของมันเลยแม้แต่ตาเดียว!

ก็ลื้อจะไปรู้แผนของมันได้ยังไง ในเมื่อชีวิตที่ผ่านมาลื้อมองไม่เห็นด้วยซ้ำ ว่าอะไรเป็นหมากฝ่ายลื้อ อะไรเป็นหมากฝ่ายชะตากรรม

อะไรเป็นหมากฝ่ายผม?

ทายซิ

Change = How do you love ..........(something)................

สวัสดีทุกท่าน อิอิ แอบอู้งานมาเขียนอีกแล้ว เอิ๊ก ๆ หลังจากคราวที่แล้วพูดถึง แรงจูงใจ วันนี้จะมาพูดถึงหลังจากที่เรามีแรงจูงใจ แล้วต้องทำสิ่งใดต่อมานั่นคือ "การเปลื่ยนแปลง" หรือก้อคือ "Change"นั่นเอง อย่างที่รู้กันคำนี้เป็นสโลแกนของประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา นายบารัค โอบามา ใช้ในการหาเสียงในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดี
การเปลื่ยนแปลงที่จะพูดถึงนี้ คือ การเปลื่ยนแปลงอะไรบางอย่างในตัวเราจะคล้ายกับคำว่า "พัฒนา" ต่างกันนิดเดียว แล้วผมจะพูดถึงข้อแตกต่างนั้นอีกทีในตอนท้ายแล้วกัน แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเราจะต้องเปลื่ยนแปลงอะไรบ้าง หลังจากที่เรามีแรงจูงใจ มีเป้าหมาย อย่างแรกคือต้องมีคำถามให้กับตัวเองก่อนว่า "Why?" ทำไมเราต้องเปลื่ยนแปลง ทำแล้วได้ผลลัพท์ไปสู่ เป้าหมายของเราหรือไม่ ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ก็แสดงว่า เป้าหมายของเรายังไม่มีค่าพอที่จะให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง หรือแรงผลักดันยังมีไม่มากพอ เราจะต้องก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีข้อสงสัย ไม่มีคำว่าเป็นไปได้ พลังแห่งความคิดของมนุษย์นั้นมีพลังมหาศาลในการที่จะกระตุ้นให้เราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์ ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดแล้วให้ผลลัพท์ที่เร็วที่สุดคือการเปลี่ยนความคิด ดังที่ว่า "ความคิดเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน" การเปลี่ยนแปลงคือการที่เรารัก ชอบ เสน่หาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วมันต้องมากพอด้วย
ข้อแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลง กับ พัฒนา ผมข้อยกตัวอย่างง่าย ๆ ละกัน หากเรามีกาแฟหนึ่งแก้วแล้วเราต้องการให้มันเปลี่ยนเป็นน้ำใส ๆ ยังไง หากเราค่อย ๆ เติมน้ำที่ใส ๆ ผลมลงไปแล้วน้ำกาแฟค่อย ๆ จางลง ๆ จนเป็นน้ำใส ๆ อย่างนี้คือการพัฒนา แต่ถ้าหากเราเทกาแฟทิ้งไปเลย แล้วค่อยเติมน้ำใสไปแทน อย่างนี้เรียกการเปลี่ยนแปลง
นี่อาจเป็นเพียงความเห็นของผมคนเดียวที่นิยามคำสองคำนี้ขึ้นมาเอง ซึ่งแล้วแต่ความคิดของใครก็ตาม กรอบทางความคิดเปิดกว้างสำหรับทุกคน ที่จะแสดงความคิดเห็น นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผม คงมีประโยชน์กับใครหลาย ๆ คนและอาจไม่มีประโยชน์เลยกับใครอีกหลายคนเช่นเดียวกัน วันนี้ก็เพียงเท่านี้ก่อนแล้วกัน หากมีอะไรดี ๆ ก็จะนำมาเขียนไว้ให้ทกท่านได้อ่านอีกแล้วกันนะครับ

แรงจูงใจ (Motivation)

     กลับมาอีกรั้ง ก่อนอื่นสวัสดีปีใหม่ ทุก ๆ ท่านนะครับ ผ่านมานานแล้วแต่ก็ถือว่ายังอยู่ในเดือนแห่งการเริ่มต้นสิ่งดี ๆ แล้วกันครับ ขอให้พี่น้องผองเพื่อนมีความสุขตลอดปี คิดสิ่งใด ก็สมหวัง ปีที่แล้วผิดหวังสิ่งใด ก็ปล่อยมันไปครับพยายามเริ่มต้นใหม่ ได้เจอกับสิ่งดี ๆ และสำเร็จในทุก ๆ ความพยายามนะครับ

   วันนี้จะมาพูดถึง"Motivation" หรือแรงจูงใจคืออะไร มันคือสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากในการที่เราอยากจะทำอะไรซักอย่างและต้องการจะบรรลุเป้าหมาย มันต้องใข้ความรู้สึกแบบว่าเสน่หาอยากจะได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำให้ส่งผลต่อพฤติกรรม การกระทำ นำไปสู่การวางแผนงานเพื่อเป้าหมาย โดยแรงจูงใจแบ่งออกเป็น "แรงจูงใจภายนอก" กับ "แรงจูงใจภายใน"

แรงจูงใจภายใน (intrinsic motives)
     แรงจูงใจภายในเป็นสิ่งผลักดันจากภายในตัวบุคคล ซึ่งอาจจะเป็นเจตคติ ความคิดเห็น ความสนใจ ความตั้งใจ การมองเห็นคุณค่า ความพอใจ ความต้องการ ฯลฯ สิ่งต่างๆ ดังกล่าวมาเหล่านี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมค่อนข้างถาวร

แรงจูงใจภายนอก (extrinsic motives) 
     แรงจูงใจภายนอกเป็นสิ่งผลักดันภายนอกตัวบุคคลที่มากระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม อาจจะเป็นการได้รับรางวัล เกียรติยศ ชื่อเสียง คำชม การได้รับการยอมรับยกย่อง ฯลฯ แรงจูงใจนี้ไม่คงทนถาวรต่อพฤติกรรม บุคคลจะ แสดงพฤติกรรม เพื่อ ตอบสนองสิ่งจูงใจดังกล่าว เฉพาะในกรณีที่ต้องการรางวัล ต้องการเกียรติ ชื่อเสียง คำชม การยกย่อง การได้รับ การยอมรับ ฯลฯ ตัวอย่างแรงจูงใจภายนอกที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม

เป้าหมายชีวิต

     สวัสดีครับ พี่ ๆ เพื่อน ๆ และน้อง ๆ ชาว CPE-RU ทุกคนครับ วันนี้ผมจะมาพูดข้อแตกต่างระหว่าง "ความฝันกับเพ้อฝัน" สองอย่างนี้ต่างกันเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง ก่อนจะพูดเรื่องผมขอเกริ่นเรื่องราวที่มาที่ไปของการที่ผมจะมาบอกเล่าเรื่องราวนี้กับทุกคน

ชีวิตกับนาฬิกาทราย

ทุกอย่างในโลกนี้...ล้วนมีนาฬิกาทรายติดตัว เม็ดทรายในนาฬิกาแต่ละเรือน ก็ค่อยๆ ร่วงหล่นมาช้า ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป และเมื่อเม็ดทรายเม็ดสุดท้ายหล่นลง นั่นหมายถึงเรื่องราวบางอย่าง ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกตามกาลเวลา ...คนเราน่ะมีช่วงเวลาที่จะคิด จะทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ แต่ถ้ามันนานเกินไป สิ่งที่เหลืออยู่จะมีเพียงอดีตให้หวนหาเท่านั้น

Smile



ฝันที่เป็นจริง(รึป่าว)!!!

blank_page     หัวเรื่องมาหยั่งกะรายการแจกรถเข็นขายของเลย อิอิ แต่สิ่งที่จะเล่าวันนี้เป็นเรื่องที่คนไม่กี่คนที่จะทำได้ หรือได้ทำ ด้วยเหตุผลนานับประการ
ทุกคนมีความฝัน ทุกความฝันไม่มีผิด ไม่มีถูกจะเล็กจะใหญ่ล้วนเป็นความต้องการคนตัวเราเองทั้งสิ้น ตัวผมเองก็เคยฝันต่างๆ นา ๆ ไม่ว่าจะอยากเป็นทหาร เป็นนักธุรกิจ เป็นนักคอมพิวเตอร์ อยากทำโน่นทำนี่มากมาย ผมได้ไล่ตามความฝันของผมตลอดเวลาบางอย่างก้อได้อย่างที่เคยฝันไว้ สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้างแต่คุณเชื่อไม๊ว่าเวลาที่ล้มเหลวผมกลับเลือกที่จะทิ้งความฝันของตัวเองเพียงเพราะคิดว่าตัวเองทำไม่ได้และผมก้อเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยเป็นแบบผม

Syndicate content