จัดระเบียบฮารด์ดิสก์

ฮาร์ดดิสก์ตัวเก่งของคุณ หากใช้งานอย่างเดียวโดยไม่ดูแลและตรวจสอบ ก็อาจทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณล่าช้าหรือมีปัญหาสะสมได้ หากอยากให้คอมพิวเตอร์ของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ควรเอาใจใส่ดูแล และรักษาฮาร์ดดิสก์กันสักนิดค่ะ เขาได้ทำงานให้เราดีๆ ไงคะ

1. สแกนหาไวรัส
จัดเป็นข้อควรปฏิบัติที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ที่คุณควรให้ความสำคัญ และหมั่นทำเป็นประจำ เราคงไม่ต้องบอกคุณแล้วว่าไวรัสในปัจจุบันนั้นมีฤทธิ์เดชร้ายแรงแค่ไหน เอาเป็นว่าให้คุณลองนึกถึงตอนที่ไฟล์ข้อมูลสำคัญในฮาร์ดดิสก์ถูกทำลาย หรือเสียหายเพียงแค่เพราะว่าคุณไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสเอาไว้ใน เครื่อง หรือใครที่ติดตั้งเอาไว้แล้วก็ไม่ควรชะล่าใจ ลองตรวจสอบวันที่ของฐานข้อมูลไวรัส (Virus Definition) ถ้าเก่าเกินกว่า 30 วันก็ควรรีบทำการอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบัน เพื่อการป้องกันที่เต็มประสิทธิภาพ จากนั้นทำการสแกนฮาร์ดดิสก์ทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่ในระบบ ถ้าเป็นไปได้ แนะนำให้กำหนดตารางเวลาในการสแกนเป็นประจำทุกสัปดาห์

2. ปัดกวาดไฟล์หรือขยะที่ไม่ได้ใช้
ยิ่ง ใช้งานเครื่องมานานเท่าใด ไฟล์ข้อมูลเก่าๆ หรือขยะในเครื่องก็จะเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูลเก่า โปรแกรมเก่า ไฟล์ชั่วคราวที่หลงเหลือจากการท่องอินเทอร์เน็ต รวมทั้งไฟล์ที่ตกค้างจากการติดตั้งโปรแกรมในโฟลเดอร์เก็บไฟล์ชั่วคราวของ วินโดวส์ ซึ่งวิธีการง่ายๆ ในการกำจัดไฟล์ขยะเหล่านี้ก็คือการใช้ยูทิลิตี้ Disk Cleanup ของวินโดวส์หรือจากออปชันทำความสะอาดไฟล์ในโปรแกรม IE โดยตรง (Tools -> Internet Options)

3. กำจัดขยะในซอกหลืบ
แม้ ว่าคุณจะทำการลบไฟล์ขยะด้วยตัวเองไปแล้ว แต่ก็ยังอาจมีเศษขยะที่มองไม่เห็นตกค้างอยู่ในฮาร์ดดิสก์ของคุณอีกมากมาย โดยเศษขยะในที่นี้หมายรวมถึงบรรดาสปายแวร์ หรือแอดแวร์ต่างๆ ด้วย ซึ่งวิธีการตรวจสอบหาขยะเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษคือโปรแกรม อย่างเช่น Ad-aware หรือ Spybot Search & Destroy ที่หาดาวน์โหลดได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ต ที่สำคัญคืออย่าลืมอัปเดตฐานข้อมูลให้กับโปรแกรมดังกล่าวก่อนเริ่มทำการสแกน ระบบด้วย

4. หมั่นใช้สแกนดิสก์

Identity Management

อยากรู้หรือไม่ว่า เจ้าหน้าที่ประจำสายไอทีน่ะ มีฝ่ายใดและทำหน้าที่อะไรบ้าง รู้ไว้ซะ คุณจะได้ประสานงานได้

  • เจ้าหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer Operator) ทำหน้าที่ควบคุมและดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์
  • ผู้บันทึกข้อมูล (Data Entry Operator) ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปประมวลผล
    ต่อไป
  • ผู้เขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application Programmer) ทำหน้าที่เขียนโปรแกรมสั่งงานคอมพิวเตอร์
  • ผู้ควบคุมโปรแกรมระบบ (System Programmer) ทำหน้าที่ดูแลการทำงานของโปรแกรมระบบ
  • นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) ทำหน้าที่ในการศึกษาและประเมินผลระบบการทำงานในปัจจุบัน
    ของหน่วยงาน วิเคราะห์และออกแบบระบบงานของหน่วยงาน
  • นักออกแบบฐานข้อมูล (Database Designer) ทำหน้าที่ออกแบบฐานข้อมูลในระบบงาน
  • ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator) ทำหน้าที่จัดการประสานงาน และควบคุมดูแลฐานข้อมูล
    ขององค์กร
  • วิศวกรคอมพิวเตอร์ (Computer Engineer) ทำหน้าที่ดูแลและแก้ไขปัญหาการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
  • พนักงานด้านการสื่อสารข้อมูล (Data Communication Supervisor) ทำหน้าที่ติดตั้งและดูแลการทำงานของอุปกรณ์ด้านการสื่อสารข้อมูล
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารข้อมูลหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่าย (Data Ccommunication or Network Specialist) ทำหน้าที่ในการออกแบบระบบการสื่อสารข้อมูลในระบบสารสนเทศ
  • นักวิเคราะห์สารสนเทศ หรือผู้ประสานงานด้านผู้ใช้ (Information Analyst or User Liaison) ทำหน้าที่ประสานงานและศึกษาความต้องการของผู้ใช้งานจากระบบสารสนเทศของผู้ ใช้

โรคภัยของชาวไอที

โรคที่ชาวไอทีทำงานไปนานๆ ต้องระวังโรคที่เกิดจากการทำงานค่ะ

      เพราะการทำงานหลักๆ ของพวกคุณ คือต้องทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์โทรคมนาคม และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ อาการปวดเมื่อย เกร็งกล้ามเนื้อจากการทำงาน การอักเสบ เพราะการเคลื่อนไหวหรือนั่งอยู่ในท่าเดิมๆ นานๆ
     
      ส่วนการพิมพ์ข้อมูลบนคีย์บอร์ด อาจทำให้ข้อมือคุณต้องอยู่ในท่านั้นนานๆ ทั้งวัน โดยวันๆ หนึ่งอาจไม่ต่ำกว่า 7-8 ชั่วโมง จนอาจทำให้มีอาการเอ็นข้อมือหรือไขข้ออักเสบขึ้นได้

         หรืออาการทางสายตาที่เกิดจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ เช่น อาการตาแห้งหรือระคายเคือง

         ในจอคอมพิวเตอร์นั้นมีการปล่อยคลื่นแม่เหล็กเช่นเดียวกับโทรศัพท์ มือถือ ซึ่งยิ่งนานวันอาจจะทำให้การเปลี่ยนแปลงสารเคมีในร่างกาย และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแท้งบุตร ความพิการของทารก เนื้องอกหรือมะเร็งได้ นอกจากนี้อาจมีอาการปวดศีรษะจากภาวะเครียด เพราะมีผลวิจัยระบุออกมาแล้วว่า 59%ของคนทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ยอมรับว่ากลายเป็นคนขี้โมโหหรือโกรธง่าย ขึ้น

         วิธีแก้ไข คือคุณไม่ควรนั่งพิมพ์งานตลอดเวลาหรือเป็นเวลานานๆ แต่ควรมีการหยุดพักเป็นระยะ การปรับเปลี่ยนอิริยาบถเสียบ้าง และหากหัดบริหารข้อมือด้วยระหว่างวันก็อาจจะช่วยได้บ้างค่ะ

         การเลือกใช้คีย์บอร์ดที่เหมาะสมกับระดับมือก็ช่วยได้เหมือนกันนะคะ หรือจะหาถุงมือที่สามารถรองรับเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบบริเวณข้อมือ เช่นเดียวกับปัญหาเรื่องสายตา หากเป็นไปได้ควรเลือกใช้คอมพิวเตอร์ที่ใช้มอนิเตอร์เป็นจอแอลซีดี เพราะจะมีการปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าน้อยกว่าจอ CRT-based แต่ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ควรหาซื้อกระจกกรองแสงเพื่อลดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ระยะสายตาที่ห่างจากจอภาพควรอยู่ระหว่าง 18-30 นิ้ว ตำแหน่งกลางจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตา 20 องศา

เปลี่ยนวิกฤตให้เป็น…โอกาส

เดี๋ยวนี้ในทุกองค์กรต้องมีอุปกรณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นที่รวมของทั้งข้อมูลเอกสารต่างๆ ของบริษัท และยังเป็นศูนย์กลางในระบบงานอีกหลายๆ แห่ง จึงเป็นอีกหัวใจสำคัญในการดำเนินกิจการให้รุดหน้า

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ คือ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดฝัน อาจทำให้อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ขององค์กรคุณไม่สามารถใช้งานได้ และที่สำคัญบางกรณีอาจถึงทำให้ข้อมูลและระบบต่างๆ ถูกทำลายหรือสูญหาย ซึ่งทำให้บริษัทฯ ต้องเกิดความเสียหาย ยิ่งในระยะหลังนี้ มักเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว มากมายเช่น น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว ในฐานะฝ่ายที่ดูแลทางด้านนี้โดยตรง

ในเมื่อคุณรู้แล้วว่า เหตุการณ์วิกฤตต่างๆ เหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ในวันใดวันหนึ่ง ดังนั้น จึงควรเปลี่ยนวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นนี้ ให้เป็นโอกาสที่คุณจะได้เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อรับมือสถานการณ์ต่างๆ กันตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่า

วิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของโปรแกรมหรือแอพลิเคชั่นของบริษัท
โปรแกรมสำเร็จรูปหรือแอพพลิเคชันที่ใช้สำหรับธุรกิจตัวใดที่มีความสำคัญ มาก-น้อย คุณควรจัดลำดับดู หากโปรแกรมหรือแอพลิเคชันใดที่ไม่สำคัญมาก แม้จะหายไปบ้างซักระยะก็จะยังไม่กระทบกับธุรกิจ การให้คุณทราบสถานการณ์ (สถานะ) ของหน้าที่การทำงานของแอพลิเคชั่นนั้นๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อกรณีที่หากเกิดเหตุภัยใดๆ ขึ้นจริงๆ คุณก็จะทราบทันทีว่า โปรแกรมหรือแอพพลิเคชันไหนที่ควรต้องดูแลเป็นพิเศษ

เตรียมจัดเก็บสำรองโปรแกรมหรือเอกสารไว้ในหลายๆ แห่ง
องค์กรบางแห่งก็มีการทำแบ็คอัพสำรองข้อมูลงานต่างๆ ของบริษัทเอาไว้ แต่บางบริษัทก็ยังไม่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจริงๆ ที่จริงทุกบริษัทควรจัดทำสำรองโปรแกรมและแอพพลิเคชั่นที่สำคัญเอาไว้เป็น หลายๆ สำเนาและไว้ในหลายๆ แหล่ง เช่น อาจจะเก็บไว้ใน เอ็กเทอร์นอลฮาร์ดดิสค์ หรือกระดาษเอกสาร ก็ควรจัดเก็บไว้ในรูปซอฟท์ไฟล์เอาไว้ด้วย เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน

ปรับแต่งวินโดวส์ XP เป็น Network Bridge

ในวินโดวส์ XP นั้นสามารถติดตั้งและปรับแต่งการ์ดเน็ตเวิร์คหลายๆ ตัว โดยที่เราสามารถใช้งานการ์ดได้ทุกตัวบนเครือข่ายที่แตกต่างกัน ซึ่งตามที่เรารู้ดีกันอยู่แล้วว่าแต่ละเซ็กเมนต์ของสายเน็ตเวิร์คนั้นต้องใช้โปรโตคอล TCP/IP ที่เป็นซับเน็ตของมันเอง ซึ่งทั้งนี้คุณจะต้องปรับแต่งระบบของคุณที่ติดตั้งการ์ดเน็ตเวิร์คจำนวนหลายตัว ให้กลายเป็นเราเตอร์ แม้ว่าในตอนนี้ยังระบุไม่ได้ว่าเราสามารถปรับแต่งวินโดวส์ XP เป็น IP เราเตอร์ได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าให้ระบบเป็นเสมือนเป็นเราเตอร์ แต่ว่าคุณก็จะมองไม่เห็นใน "Network Neighborhood"

รูปที่ 1 คลิกขวาเลือก "Bridge Connections"

ทั้งนี้ในวินโดวส์ XP เองได้มีความสามารถในตัว สำหรับการสร้าง "Network Bridge" เพื่อเป็นกุญแจช่วยไขและลดปัญหานี้ลงได้ ในวินแม็กฉบับนี้ เราจึงขอนำเสนอวิธีการปรับแต่งค่าต่างๆ บนเครื่องที่มีการติดตั้งเครือข่ายหลายประเภท

รูปที่ 2 หลังจากนั้นคุณก็จะพบหน้าต่างดังรูป

. อันดับแรกให้คลิกลากเลือกที่ไอคอน Network Connection ประเภทต่างๆ หรือคลิกเลือกทีละไอคอนแล้วกด Ctrl ค้างไว้ แล้วคลิกขวาเลือก "Bridge Connections" ดังรูปที่ 1

2. ซึ่งคุณก็จะพบกับหน้าต่างที่มีข้อความว่า "please wait while Windows bridges the connections" หลังจากนั้นวินโดวส์ก็จะสร้าง Network Bridge เสร็จเรียบร้อย ดังรูปที่ 2

3. ใช้เวลาสักครู่หนึ่ง แล้วจะปรากฏไอคอนและข้อความว่า "Network Cable unplugged" ดังรูปที่ 3

ระวังภัย Bot ระบาดหนัก

Bot เป็นภัยคุกคามที่ระบาดหนักอย่างหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะผู้ที่เข้าไปใช้งานอินเทอร์เน็ต เจ้า Bot นี้จะสร้างความรำคาญใจ โดยหลอกเราว่าเครื่องเราติดไวรัส เวิร์ม และมัลแวร์อื่น ๆ เพื่อให้เราซื้อสินค้าของเขามาใช้งาน ภัยคุกคามเช่นนี้ เราจึงควรรู้เท่าทัน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อง่าย ๆ

มาทำความรู้จักกับ Bot กันเถอะ

Bot เป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า “Robot” ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทำงานในลักษณะที่เรียกว่า Agent โดยจะรอคำสั่งจากเครื่องหรือโปรแกรมอื่นที่สั่งหรือปลุกให้เครื่องที่มี Bot ติดตั้งอยู่ทำงาน ถ้าเครื่องของเราถูก Bot ติดเข้าไป เครื่องของเราก็จะถูกโปรแกรมหรือบุคคลอื่น ๆ สั่งงานให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามเจ้านายหรือบุคคลสั่ง เช่น ให้ส่งข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นามสกุล หรือข้อมูลบัตรเครดิต รวมไปถึงการเก็บข้อมูลจากการที่เรากดแป้นคีย์บอร์ด นอกจากนี้ยังจะบันทึกหรือส่งข้อมูลต่าง ๆ มาเก็บที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตกเป็นเหยื่ออีกด้วย

เชื่อหรือไม่ว่า จากผลสำรวจทั่วโลกพบว่า มีเครื่องที่ตกเป็นเหยื่อของเจ้า Bot นี้มากกว่า 6 ล้านเครื่อง เลยทีเดียวและส่วนใหญ่ Bot เหล่านี้ก็จะมาจากการที่เราเข้าไปใช้งานอินเทอร์เน็ต เช่น การดาวน์โหลดไฟล์ การรับ-ส่งอีเมล การเล่นเกมออนไลน์ ซึ่งการที่เราเข้าไปยังเว็บที่มี Bot ติดอยู่ก็จะทำให้เราติด Bot นี้ไปด้วย

มาดูตัวอย่างของ Bot กัน

“AntiSpyCheck” Bot หรือ Malware ตัวนี้จะคอยหลอกว่าเครื่องของเรามีไวรัส หรือมัลแวร์ และชักชวนให้เราติดตั้งหรือสแกนแบบออนไลน์ ซึ่งหากเราหลงเชื่อ คลิกตอบตกลงแล้วล่ะก็ มันจะติดตั้งโปรแกรมของมันที่เครื่องของเราทันที และจะแจ้งว่าเครื่องเรามีทั้งไวรัส มัลแวร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเวิร์ม โทรจัน และอื่น ๆ และยังแจ้งว่ามีบุคคลอื่น ๆ กำลังแอ็กเซสเครื่องของเราเพื่อดึงข้อมูลส่วนตัวของเรา ถ้าหากเราไม่ซื้อสินค้าของเขามาใช้งานมันก็จะเตือนเราเรื่อย ๆ สร้างความรำคาญใจอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้เครื่องเราจะมีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสติดตั้งอยู่ ก็ ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย

แล้วเราจะกำจัดเจ้า Bot นี้ออกไปได้อย่างไร

เคล็ดลับการแชร์ไฟล์แบบไม่ให้นายเห็น

คนไอทีที่ชอบแชร์ไฟล์ไว้บนเครือข่าย โดยเฉพาะที่ไม่ใช่เรื่องงาน ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เพลง ไฟล์หนัง ไฟล์ภาพส่วนตัว แต่ไม่อยากให้นายรู้ เรามีเคล็ดลับในการซ่อนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณไม่ให้แสดงบนเน็ตเวิร์กมา ฝาก เป็นขั้นตอนง่าย ๆ เพียง 1 คำสั่ง ซึ่งได้ถูกแนะนำไว้โดย TLcenter ส่วนวิธีการที่ว่านั้นจะเป็นอย่างไร ติดตามได้เลย

 

1. ก่อนอื่นต้องตรวจสอบว่า Server service ของคุณทำงานอยู่หรือเปล่า โดย ไปที่ Start -> Run พิมพ์ว่า services.msc แล้วคลิก OK

2. รอสักครู่ Service Console Management ก็จะปรากฏขึ้นมา ให้เลื่อนสกอลบาร์ หา Service Name ที่ชื่อว่า Server แล้วดูที่สถานะว่าเป็น Started อยู่หรือเปล่า

3. ถ้าไม่ใช่ให้คลิกขวาที่ Server service > Start รอสักครู่จนกว่าสถานะเป็น Started

4. แต่ถ้าสถานะเป็น Started แล้ว สามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้เลย

5. เมื่อตรวจสอบ Server service ทำงานอยู่เรียบร้อยแล้ว ให้ไปที่ Start -> Run แล้วพิมพ์คำว่า net config server /hidden:yes กดปุ่ม OK

6. จากนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณก็จะถูกซ่อนให้หายไปจากเครือข่ายแล้ว

7. อีกวิธีก็คือให้ไปที่ Start ->Run พิมพ์ว่า cmd จากนั้นในหน้าจอสีดำ (Command-line) ให้พิมพ์ว่า netconfig server /hidden:yes แล้วกดปุ่ม OK

8. ถ้าไม่มีข้อความใด ๆ คุณก็จะได้รับข้อความแจ้งว่า The command completed successfully จากนั้นลอง Browse ดูที่ My Network Places ดู จะมองไม่เห็นเครื่องของคุณแล้ว

9. ถ้าต้องการให้กลับเป็นดังเดิม ก็สามารถใช้คำสั่ง netconfig server/hidden:no เพื่อยกเลิกการซ่อนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจากเครือข่าย

10. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณสามารถบอกให้เพื่อนสามารถเห็นเครื่องของคุณได้ โดยไปที่ Start -> Run พิมพ์ \\ ชื่อเครื่องหรือไอพีเครื่องของคุณ แล้วกดปุ่ม OK จากนั้นเพื่อนของคุณก็จะเห็นไฟล์โฟลเดอร์ที่คุณเปิดแชร์ไฟล์ไว้ได้แล้ว

เมื่อแชร์ไฟล์กันเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมตั้งค่าคอมพิวเตอร์ของคุณกลับไปเป็นอย่างเดิมด้วย หากปล่อยไว้นานเดี๋ยวนายจะสงสัยเอาได้ว่าเครื่องของคุณหายไปไหน แล้วจะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะ

Microsoft: Win 7 and Server 2008 R2 SP1 beta coming in July

It’s June 7, Day 1 of Microsoft’s TechEd conference in New Orleans. I’m here along with 10,500 or so others to get updates on Microsoft’s IT products and services.

The first bit of news of the day, via my ZDNet colleague Ed Bott, is that the beta of Windows 7/Windows Server 2008 R2 Service Pack (SP) 1 is coming in July. (No word on when the final is due out; the rumor has been circulating that it will be before the end of this calendar year.)

Microsoft officials shared some initial info on SP1 a couple months ago. They said on the client there will be no new features, just bug fixes and security updates rolled up into a single deliverable. On the server side, however, there will be two new features added to SP1: A new graphics acceleration platform, known as RemoteFX, and an add-on to Hyper-V.RemoteFX is based on desktop-remoting technology that Microsoft obtained in 2008 when it  acquired Calista Technologies. The new addition to Hyper-V that will dynamically adjust memory of a guest virtual machine on demand.

Microsoft also is rolling out today a beta of Exchange Server 2010 SP1. Microsoft officials said back in April to expect this beta around TechEd and the final to be released before the end of this year.

New features/functionality on tap for Exchange Server 2010 SP1 include archiving and discovery updates, Outlook Web App improvements, mobile user and management improvements and “some highly sought after additional UI for management tasks,” the Exchange team has said.

Microsoft also has released the final version of its Windows Server AppFabric technology and has made it available for download. (Microsoft released a near-final release candidate of Windows Server AppFabric in May.)

เขียน PHP บน Visual Studio 2010

ถ้าใครเคยลองเขียนโปรแกรมบน Visual Studio เกี่ยวกับ web App มาก่อนคงพอจะรุ้ว่ามัน Editor ตัวนี้ไม่ได้รอบรับการเขียน php เอาไว้พอตัว jQuery เริ่มโหมโรงในช่วงนี้ผมก็เลยลองจัดดาวน์โหลด Visual Studio 2010 มาเขียนซักหน่อย แต่ไอ้เรามันดันเขียน asp ไม่เป็นเลยเนี๊ยซิ แต่ฟีเจอร์ที่ VS Studio ซัพพอร์ต jQuery ก็น่าสนใจเหลือ เกิ๊นนนน ตอนแรกก็เอาโปรเจคไปบันถึงไว้ใน path ของ appserv พอทำหลายๆตัวเข้าเริ่มเซง เลยออกค้นซะหน่อย ก็ไปเจอ Add-on ของ vs studio ตัวหนึ่งน่าสนมากครับ คนพูดถึงกันเยอะ(จากที่เจอตอนค้นใน ลุงกู) ก็เลยจัดไปหนึ่งดอก แล้วเข้าทีมากเลย

โดย Add-on ตัวนี้ใช้ชื่อว่า vs.php ตอนนีก็มีถึง V.2.9 แล้วแล้วมีให้โหลดทั้ง 2003 2008 และ 2010 แต่ครับมีแต่....มันเสียตังครับ มันให้ทดลองใช้ได้ฟรีแค่ 30 วันเท่านั้นหุหุ สำหรับใครอยากใช้นานก็หายาแก้ไอเอาครับ

เว็บดาวน์โหลด http://www.jcxsoftware.com/vs.php

มี vdo สาธิตให้ดูด้วย

อีกนิดนะคือ ถ้าไม่อยากเขียน jQuery แบบมันๆ ผมก็ใช้ตัวอื่นเขียน php นะ ฮาๆๆ

ล้างฟอร์แมตข้อความที่ก็อปปี้จากเน็ต เพื่อใช้งานใน Word

วิธีแรกใช้ตัวช่วยอย่าง notepad ที่มากับ Windows ซึ่งเป็นโปรแกรมแก้ไขข้อความที่เรียบง่าย และไม่รู้จักฟอร์แมตอะไรมากมายนัก ขั้นตอนการใช้งานก็แค่เปิดโปรแกรม notepad ขึ้นมาไว้คอยท่่า ทุกครั้งที่ก็อปปี้ข้อความจากหน้าเว็บ ก็ให้มาวาง (paste) ใน notepad ก่อน จากนั้น เลือกข้อความทั้งหมด (ctrl+a) ตามด้วยคลิกขวาเลือกคำสั่ง copy (หรือกดปุ่ม ctrl+c) ใน notepad แล้วเข้าไปที่ Word เพื่อกดปุ่ม Ctrl+v เพื่อวาง(paste) ข้อความอีกทีหนึ่ง อาจจะมีขั้นยุ่งยาก และเยิ่นเย้อไปสักนิด แต่รับรองว่า ข้อความที่ก็อปปี้มาวางใน Word จะสะอาดหมดจด ไม่เหลือซึ้งฟอร์แมตใดๆ ที่หนูไม่ต้องการอย่างแน่นอน 

เอาล่ะ ถ้ารู้สึกไม่สะดวกใจที่จะใช้ วิธีแรก นายเกาเหลาก็มีวิธีที่สองมาแนะนำอีกเช่นกัน แต่ต้องบอกก่อนว่า มันไม่ได้ช่วยกำจัดฟอร์แมตออกไปได้หมดเสียทีเดียว โดยขั้นตอนการล้างฟอร์ แมตด้วยคีย์ลัดนี้จะทำใน Word ได้เลย ซึ่งมีให้เลือกปฏิบัติตามสถานการณ์ดังนี้

Syndicate content